หน้า 1 จากทั้งหมด 9

กระทู้นี้... อยากแบ่งปัน

โพสต์เมื่อ: พฤหัสฯ. 07 มิ.ย. 2012 9:16 am
โดย krongkan
สวัสดีค่ะ คุณหมอกิ่งแก้ว คุณหมอแก้วตา ครูพบ ครูแอน ครูท่านอื่นๆ และกัลยาณมิตรทุกท่าน
วันนี้เป็นวันแรกที่อยากแบ่งปันที่นี่อีกครั้ง...จริงๆ คงเพราะอะไรหลายอย่างที่ผ่านเข้ามาในชีวิต...
ในความรู้สึก ที่ตัวเองไม่สามารถจัดการกับมันได้เป็นเวลาหลายเดือน เป็นปมติดค้างในใจที่แม้จะ
พยายามบอกกับตัวเองว่า...ไม่เป็นไร มันจะผ่านไป ขอเพียงใช้ชีวิตต่อไปเรื่อยๆ มันก็จะผ่านไป...
แต่จริงๆ แล้ว มันไม่ได้ผ่านไปอย่างที่ใจหวัง มันยังคงอยู่ แต่ติดแน่นอยู่ในใจลึกๆ และพร้อมที่จะ
ระเบิดออกมาโดยง่ายแม้เพียงแค่มีอะไรมาสะกิด ถึงวันนี้นึกย้อนกลับไป คำตอบที่ได้มันชัดเจนขึ้น
แม้ว่าจะรู้สึกว่ามันคือ "สิ่งนั้น" มานานแล้ว แต่วันนี้คำตอบนั้นมันได้รับการยอมรับแบบหมดหัวใจว่าใจเรา
รู้สึกอย่างนั้นจริงๆ ยอมรับก่อนที่จะเริ่มคิดว่าจะทำอะไรกับมันต่อ แต่ก่อนหน้านั้นคือการรับรู้ว่าใจ
รู้สึกแบบนั้นโดยลืมยอมรับตัวเอง แล้วก็ละเลยโดยเฉไฉไปหาทางออก ซึ่งแท้จริงแล้วมันไม่ใช่
ทางออกที่แท้จริงเลย มันคือการพยายามหลอกตัวเองไปเรื่อยๆ...
ต้องขอบคุณครูพบ ครูแอน กระบวนกรผู้คิดค้นกระบวนการต่างๆ ที่ทำให้ใจคลี่คลาย แม้มิได้คาดหวัง
...เพราะนี่คือค่ายอยู่กับลูกให้สนุก ยังคิดอยู่ว่าจริงๆ เราน่าจะเหมาะกับค่ายเยียวยาใจซะมากกว่า
แต่ช่วงเวลาที่ตัดสินใจไปร่วมค่ายนั้นเป็นช่วงเวลาที่เหมือนจะจัดการทุกสิ่งอย่างในเรื่องการเล่นกับลูก
ได้ดีที่สุด แต่กลับพบว่าใจเราว้าวุ่นที่สุด ที่บอกว่าเหมือนจะจัดการเรื่องการเล่นกับลูกได้ดี คงเป็นเพราะ
เริ่มจับเทคนิควิธีการเล่นสมมติกับลูกได้กระมังที่คิดว่าดี เหมือนเราเริ่มเข้าใจมากขึ้นเรื่อยๆ ว่าต้องเล่น
แบบนี้ เพื่อพัฒนาสิ่งนี้ และก็เป็นช่วงเวลาที่อยากเล่นกับลูกมากที่สุด โหยหาเวลาที่จะอยู่กับลูกให้
มากที่สุด โดยบอกกับตัวเองว่านี่คือเวลาทองที่จะพัฒนาลูกให้ไปให้ไกลได้มากที่สุด วันทุกวันจะเล่น
และนั่งบันทึกว่าได้อะไร เล่นอะไร เห็นความก้าวหน้าไหม เห็นนะ แต่ทำไมใจมันยังว้าวุ่น ทำไมไม่
ผ่อนคลาย หาคำตอบไม่ได้ชัดเจน แม้จะมีเสียงกระซิบเบาๆ บอกว่าตัวเองคงคาดหวังมากเกินไป
ก็มุ่งพยายามทำใจให้ผ่อนคลาย แต่นั่นก็เป็นการพยายามทำให้ใจผ่อนคลาย มารู้ตอนนี้ว่านั่นคือ
การอยู่กับ "ฐานคิด" ไปซะทั้งหมด เราจึงแล้งๆ แห้งๆ เหมือนไม่มีหัวใจ...
ต้องขอบคุณค่ายอีกครั้งที่ทำให้รู้และ "เข้าใจ" อย่างจริงๆ ว่าการใส่ "หัวใจ" เข้าไปในทุกๆ อย่าง
ทุกๆ จังหวะของชีวิตมันทำให้โลกสวย...สวยขึ้นจริงๆ อย่างที่ไม่คิดว่าจะสวยได้ขนาดนี้
กลับจากค่าย ดิฉันได้เรียนรู้อะไรมากมาย ซึ่งคงต้องอาศัยเวลาในการย่อย ทำความเข้าใจไปเรื่อยๆ
เพื่อให้ตกผลึกออกมาบทเรียนและนำไปใช้จริงกับตัวเอง กับลูก กับสามี และกับคนรอบข้าง...
แต่วันนี้ดิฉันได้เริ่ม "การฟังอย่างแท้จริง" แล้ว ดิฉันได้เข้าใจจริงๆ ว่าการฟังอย่างแท้จริงเป็นอย่างไร
ได้รู้และเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่าการมีใครสักคนที่ "ฟัง" เราอย่างแท้จริง อยู่กับเราอย่าง 100%
แม้จะเป็นการฟังที่ฟังอย่างเดียว ไม่มีคำถาม ไม่มีคำตอบ มีแต่ความรู้สึกที่อยู่กับเรื่องราวของเราจริงๆ
มันเป็นความรู้สึกที่ดีจริงๆ ดีจนรู้สึกว่าเราจะสามารถคลี่คลายทุกอย่างได้เมื่อได้อยู่กับคนแบบนั้น
โดยที่เขาเองก็ไม่จำเป็นต้องแนะนำหรือเสนอทางออกใดใดให้กับเรา ลูกเราก็คงเป็นเช่นกัน...
แปลกนะคะ ทั้งๆ ที่คำคำนี้ไม่ได้เป็นคำที่แปลกใหม่อะไรเลย ทั้งชีวิตที่ผ่านมาได้ยินได้ฟังได้รู้
เรื่องราวเกี่ยวกับคำนี้มาก็มาก และก็หลงคิดว่าตัวเองเข้าใจ ตัวเองทำได้ แต่ผ่านค่ายนี้ดิฉันคิดว่า
ดิฉันได้อะไรมากกว่านั้น ที่ผ่านมาทั้งหมดดิฉันยังห่างไกลคำว่า "การฟังอย่างแท้จริง" มากนัก
และดิฉันก็ตั้งใจไว้ว่าตัวเองคงต้องเรียนรู้พัฒนาสิ่งนี้ให้ได้มากยิ่งขึ้นไปอีก
ดิฉันค้นพบอีกอย่างระหว่างอยู่ในค่ายว่า แท้จริงแล้วดิฉันมีความเข้าใจในหลักการและเทคนิค
FT พอสมควรประมาณใช้งานได้ แต่ดิฉันขาด "ใจ" ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญอีกอย่างในการทำกิจกรรมต่างๆ
2-3 วันที่ผ่านมาจึงเป็นการทดลองเริ่มทำอะไรด้วย "ใจ" จริงๆ ซึ่งดิฉันก็พบว่าไม่ได้ยากอย่างที่คิด
ดิฉันพบว่าตัวเองนั่งอยู่ในหัวใจของลูกได้มากขึ้น รู้สึกถึงความรู้สึกของลูกได้มากขึ้น ยอมรับความ
รู้สึกของลูกได้มากขึ้น และเข้าใจลูกมากขึ้น ลูกจึงดู "ผ่อนคลาย" กับดิฉันมากขึ้น ลูกดูใกล้ชิด
บอกเล่าเรื่องราวมากขึ้น ดิฉันรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้ "คาดหวัง" อีกแล้วว่าเย็นนี้ลูกจะเล่าอะไรให้ฟัง
ดิฉันเพียงใช้ความรู้สึกเหนี่ยวนำความรู้สึกโดยการใช้กระบวนการที่ครูพบ ครูแอนจัดให้ในค่าย
คือการนั่งล้อมวงกินขนมกับลูก แล้วก็บอกเล่าเรื่องราวของตัวเองที่พบเจอระหว่างวัน ความรู้สึก
ของตัวเองว่าเป็นอย่างไร ลูกๆ ก็เริ่มบอกเล่ากันออกมาบ้าง คนโน้นพูดถึงเรื่องโน้น คนนี้พูดถึง
เรื่องนั้น อีกคนก็พูดเรื่องที่ตัวเองสนใจอยู่ แต่ทุกคนดูผ่อนคลาย คุยกันขำๆ ไม่มีการบอกกล่าว
ตัดสิน หรือเซ้าซี้ใดใดเลย เพียงแค่เป็นการถามเพราะอยากรู้จริงๆ ลูกจะตอบหรือไม่ตอบก็ได้...ไม่ว่ากัน
บรรยากาศในบ้านของดิฉันจึงดูสบายๆ แต่ดิฉันก็ยังคงต้องค้นหาสมดุลย์ของตัวเองต่อไป
เพราะดิฉันยังมีงานต้องทำอยู่ การเล่นสมมติของลูกยังก้าวหน้าไปไม่ถึงจุดที่ดิฉันหวังไว้ แต่ดิฉัน
เลือกที่จะพัฒนาสัมพันธภาพระหว่างเราแม่ลูกให้แน่นแฟ้นขึ้นกว่านี้ก่อน เพราะดิฉันเชื่อว่าเมื่อถึง
เวลานั้นดิฉันคงทำงานได้ง่ายขึ้นอย่างแน่นอน เขียนมาซะยาว คงประมาณว่าไม่ได้เขียนมานาน
แต่รู้สึกผ่อนคลายมากจริงๆ ค่ะ ขอบคุณคุณหมอ คุณครูและเพื่อนๆ อีกครั้งจริงๆ ค่ะ
แม่กุ้งผู้พบทาง

Re: กระทู้นี้... อยากแบ่งปัน

โพสต์เมื่อ: พฤหัสฯ. 07 มิ.ย. 2012 12:59 pm
โดย กิ่งแก้ว
ยินดีกับก้าวย่างใหม่นี้ค่ะ

Re: กระทู้นี้... อยากแบ่งปัน

โพสต์เมื่อ: พฤหัสฯ. 07 มิ.ย. 2012 4:10 pm
โดย สายป่าน
ดีใจด้วยค่ะ
ดีใจที่คุณกุ้งก้าวผ่านความเคยชินเดิมได้
ดิฉันเองยังติดอยู่ "ได้ยิน" "รับรู้"
แต่ "ใจ" ยังไม่ "ถึงใจ" ในทุกสถานการณ์สักที

Re: กระทู้นี้... อยากแบ่งปัน

โพสต์เมื่อ: พฤหัสฯ. 07 มิ.ย. 2012 4:22 pm
โดย krongkan
ยังหรอกค่ะคุณปา ก็แค่เข้าใจว่าเป็นอย่างไร แต่ยังไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะตกร่องอัตโนมัติอีก ก็ต้องดูกันไปยาวๆ 555 นี่มันเพิ่งเริ่มต้น

Re: กระทู้นี้... อยากแบ่งปัน

โพสต์เมื่อ: ศุกร์ 08 มิ.ย. 2012 9:22 am
โดย krongkan
สวัสดีค่ะ วันนี้มีหลายเรื่องเหลือเกินที่อยากแบ่งปัน เหตุผลใหญ่ๆ เลยคงเป็นความรู้สึกที่ได้จากการเขียนว่าเหมือนความคิดของเรามันไม่วนไปวนมา
มันมีที่มาและมีที่ให้มันไป เหมือนว่าจะคิดเสร็จและเห็นภาพ จนกระทั่งเหมือนจะหาทางออกเจอ...แปลกดีเนอะ ทั้งๆ ที่เมื่อก่อนก็ชอบเขียน แม้
ปัจจุบันก็ยังเขียนในบันทึก แต่เหมือนเป็นการบันทึกไปในแต่ละวันว่าทำอะไรบ้าง เขียนไปเรื่อยๆ โดยไม่มีจุดจบหรือบทสรุป แต่ตอนนี้มันมีแฮะ...
คงเป็นอัศจรรย์จากการได้อยู่กับตัวเองจริงๆ การได้เรียนรู้เข้าใจตัวเองจริงๆ กระมัง ไม่เป็นไร หาไปเรื่อยๆ คำตอบคงชัดเจนขึ้นเองเรื่อยๆ เหมือนกัน
หลังกลับมาจากค่าย ดิฉันรู้สึกเหมือนหวงชีวิตมากขึ้นค่ะ ก่อนหน้านี้ก็หวงอยู่แล้ว เพราะกลัวว่าตัวเองจะเป็นอะไรไปก่อนที่ลูกจะมั่นคง ตอนนี้ก็เป็น
เหมือนรักตัวเอง ดูแลตัวเองมากขึ้น ทั้งร่างกายและจิตใจ เพื่อจะได้มีแรงดูแลลูก ดูแลสามีและคนรอบข้างให้ได้ดีและนาน..นาน
อีกเรื่องที่แปลกใจตัวเองมากๆ คือระเบียบวินัยในตนเองค่ะ ไม่น่าเชื่อว่าคนอย่างดิฉันซึ่งน้อยครั้งมากที่จะตื่นนอนในตอนเช้าวันทำงานเอง (น่าอายนะคะ)
สามีต้องเป็นคนปลุกตลอด แต่ตั้งแต่วันที่ 1 ที่ไปเข้าค่ายและมีทำชี่กงในตอนเช้า 6.15 น. ของทุกวัน จนถึงวันนี้ ดิฉันลุกขึ้นมาปฏิบัติภารกิจของ
ตัวเองโดยไม่ต้องมีคนมาปลุกเลย มหัศจรรย์มากๆ ค่ะ ตัวเองยังรู้สึกได้ คงเป็นเพราะเราได้เห็นได้เรียนรู้ประโยชน์จากสิ่งนั้นจริงๆ ทำให้เราอยากที่
จะทำสิ่งนั้นด้วยตัวเราเองจริงๆ นี่ก็เป็นบทเรียนอีกข้อหนึ่งที่ดิฉันตั้งใจว่าควรจะให้ลูกได้เรียนรู้ด้วย แต่จะอย่างไรนั้น ก็คงต้องหาให้เหมาะสมกับ
โอกาสต่อไป จริงๆ ก็มีแหละค่ะ แต่คงเป็นเพราะตัวพ่อกับแม่เองต่างหากที่ไม่พร้อม แหะ แหะ แหะ...
ในเรื่องการหาสมดุลย์ให้กับตัวเอง ดิฉันกลับพบว่าก่อนหน้านี้เมื่อแรกเข้าใจหลักการ FT ดิฉันใช้ "ฐานใจ" มาก มากจนเหมือนละเลย "ฐานคิด"
แล้วพอมันไม่ใช่ก็เป๋ไปใช้ "ฐานคิด" จนเหมือนละเลย "ฐานใจ" ถึงตอนนี้ก็รู้แล้วว่าทั้งหมดทั้งมวลนั้นต้องไปด้วยกัน ทั้ง "ฐานกาย" "ฐานใจ" และ
"ฐานคิด" แต่จะทำให้มันไปด้วยกันอย่างไรอย่างสอดคล้องก็ต้องหากันต่อไป เมื่อคืนนี้มีเหตุการณ์มากมายเกิดขึ้นในบ้าน ลูกคนโตกังวลจาก
ความสูงที่เพิ่มขึ้นน้อยในระยะเวลา 2 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ติดอยู่ในใจของเขามานาน ดิฉันรู้ แต่ทุกครั้งที่ผ่านมาเวลาเขาบ่น ดิฉันมักจะ
ใช้ฐานคิดเลย โดยที่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับฐานใจมากนัก เพราะตอนนั้นไม่รู้จริงๆ ว่าต้องทำอย่างไร สงสารไหม สงสารนะ แต่ชุดคำพูดที่ออกมา
จะเป็นประมาณว่า ก็กินเยอะๆ สิลูก ทำโน่นทำนี่สิลูก แต่ลูกเหมือนไม่สบายใจ เขายังคงกังวลใจ เมื่อคืนจึงเป็นช่วงเวลาทดลองใช้ใจคุยกับลูก
ดิฉันไม่พูดอะไร ได้แต่ปล่อยให้ลูกพูด ลูกก็พูดออกมาว่า "เซ็ง เครียด" 2 คำนี้เท่านั้น ดิฉันก็ปล่อยเวลา สักพักน้ำตาลูกปริ่มๆ ดิฉันก็กอดลูก ลูบ
หัวลูบหลังแล้วถามว่า "กลัวด้วยหรือเปล่า" ลูกบอกว่ากลัว กลัวว่าตัวเองจะไม่สูง และไม่พูดต่อ ครั้งแรกดิฉันคิดจะให้ลูกพูดต่อออกมาอีก แต่ก็
นึกได้ว่าเรากำลังจะตกล่องอัตโนมัติเดิมจึงได้แต่กอดและใจก็บอกกับตัวเองว่าตอนนี้คงเป็นเวลาปลอบประโลมลูกมากกว่า จึงพูดออกไปว่า
"หนูกลัว แล้วเรามาหาทางช่วยกันเนอะ" ลูกพยักหน้าและซบหน้ากับอกดิฉัน เขานิ่งขึ้น นอนกอดดิฉันแน่น สักพักเจ้าคนกลางกับคนเล็กก็
แทรกตัวเข้ามาเบียดจะให้แม่กอด คนโตดูสบายๆ ขึ้น บ่นออกมานิดว่าน้องมาแทรกอีกแล้ว แต่ก็เหมือนไม่ต่อต้านอะไรมากหากเทียบกับเมื่อก่อน
ลูกคงมั่นใจในความรักที่แม่มีให้มากขึ้น เขาเพียงดึงมือดิฉันไปนอนกอด และปล่อยให้น้องอีก 2 คนยึดพื้นที่ข้างกายของดิฉันไป ดิฉันรู้สึกอิ่มใจ
มากๆ เหมือนว่าตัวเองนั้นต้องการช่วงเวลาแบบนี้มาตลอดทั้งชีวิตของดิฉัน และพยายามทำมาตลอดเพื่อให้ได้สิ่งนี้เหมือนกัน แต่ดิฉันกลับเพิ่งทำ
ได้หลังกลับจากอยู่ค่ายเพียง 5 วัน ไม่น่าเชื่อนะคะ ระยะเวลาเพียงแค่นั้นจะเปลี่ยนอะไรๆ ได้มากมายขนาดนี้ ไม่น่าเชื่อจริงๆ ค่ะ
เมื่อคืนอีกเหมือนกันที่ลูกคนกลางชวนดิฉันเล่นสมมติ และก็เป็นการเล่นแบบที่ในช่วงแรกดิฉันยังตกร่องอยู่คือมัวคิดว่าจะพริ้วต่อยังไง จนลูก
เหมือนหมดสนุก แต่ก็ยังชวนดิฉันเล่นต่อ ดิฉันเลยปล่อยทุกอย่างออกไปหมด เล่นไปเล่นมากลายเป็นมานอนเล่นทำแก้มป่องเป่าลมทำเสียง
สนุกสนานแบบเด็กเล็กๆ เล่น แต่ดิฉันกลับพบว่าลูกสนุกมากกกก...และดิฉันก็สนุกมากกกกก...เราสนุกด้วยกันแบบเด็กเล็กอยู่ได้พักใหญ่ทีเดียว
ก่อนจะถึงเวลานอน ย้อนคิดถึงยังอดยิ้มและรู้สึกถึงความสนุกได้อยู่เลยค่ะ
ถึงตอนนี้ดิฉันก็ยังรู้สึกผ่อนคลายแต่แอบมีกังวลเล็กๆ เหมือนกันว่าสมดุลย์ระหว่างดิฉันกับลูกคนกลางยังไม่ดีพอ ดิฉันคงต้องหาต่อไปพร้อมกับ
การลงมือทำเพื่อหาสิ่งๆ นั้นด้วยตัวของดิฉันเอง
สุดท้ายก็อยากขอบคุณคุณหมอ และคุณครูทุกท่านจริงๆ ค่ะ ที่อยู่ร่วมเป็นเพื่อนร่วมทาง และพร้อมนำทางให้เสมอ จนรู้สึกเหมือนทุกท่านเป็น "ครู"
จริงๆ มีไม่กี่ท่านหรอกค่ะที่ดิฉันจะรู้สึกว่าเป็น "ครู" จริงๆ
ขอบคุณจริงๆ ค่ะ

Re: กระทู้นี้... อยากแบ่งปัน

โพสต์เมื่อ: ศุกร์ 08 มิ.ย. 2012 8:26 pm
โดย Nong_Pan
ยินดีด้วยนะคะกับการค้นพบคำตอบให้กับตัวเอง สู้ๆๆๆๆๆๆๆๆๆนะคะ
ชื่นชมสิ่งที่คุณกรองกาญจน์ถ่ายทอดและแบ่งปันจังเลยค่ะ

Re: กระทู้นี้... อยากแบ่งปัน

โพสต์เมื่อ: ศุกร์ 08 มิ.ย. 2012 10:13 pm
โดย พ่อนัทของน้องโมเดล
คิดถึงเสียง แหบเสน่ห์ของ แม่กุ้งครับ

เป็นกำลังใจให้นะครับ ผมก็พบสิ่งใหม่ๆในตัวเองหลังจากเข้าค่ายเหมือนครับ

สู้..ว๊อยยยยยยยยยย

Re: กระทู้นี้... อยากแบ่งปัน

โพสต์เมื่อ: อาทิตย์ 10 มิ.ย. 2012 12:42 am
โดย พ่อน้องเฌอแตม
ได้อ่านแล้วปลื้มใจกับคุณ krongkanนะครับ เห็นภาพครอบครัวที่มีความสุขมากๆเลยครับ

และยินดีด้วยที่ได้เรียนรู้เคล็ดวิชาเพิ่มขึ้นอีกด้วยนะครับ (แอบอิจฉานะเนี่ย)


ผมเองก็รู้สึกลึกๆเหมือนกันนะครับ ว่าเรายังขาดอะไรไปอีกส่วนหนึ่ง ยังไม่ลงไปได้ลึกถึงใจตัวเองจริงๆ

แต่ก็ได้คุยกันกับแม่น้องแตมไว้แบบนี้ครับ ให้คิดกับลูกว่า "พรุ่งนี้ไม่มี" เตือนตัวเองไว้ ให้ทำอะไรให้ดี

ที่สุด (แต่ไม่ถึงกับทำให้ตัวเองเครียดนะครับ)


พอจะโกรธลูก ก็ให้นึกไว้ว่าไม่มีพรุ่งนี้ให้แก้ตัว นึกขึ้นได้ ใจก็หยุดความโกรธของตัวเอง(และความคาดหวัง)

ลงไปได้บ้าง ลองหันฟังสิ่งที่ลูกคิด รับความรู้สึกลูกได้มากขึ้น แต่ตัวผมเองก็ยังทำได้บ้าง และทำไม่ได้บ้าง อยู่

แบบนั้น เหมือนยังไม่กระจ่างแจ้งจริงๆซักทีหนะครับ


ก็ได้แต่แอบอิจฉา(ต่อไป)สำหรับทุกท่านที่ได้รับเคล็ดวิชาไปแล้ว และหวังว่าจะมีโอกาสได้เรียนรู้และเข้าถึงบ้างนะครับ


ขอบคุณผู้แบ่งปันทุกๆท่านนะครับ (และขอสู้ต่อไปด้วยคนนะครับ)

Re: กระทู้นี้... อยากแบ่งปัน

โพสต์เมื่อ: จันทร์ 11 มิ.ย. 2012 9:13 am
โดย krongkan
สวัสดีค่ะ วันนี้มีอีกเรื่องค่ะ ซึ่งหลังจากใช้เวลาย่อยมาพักหนึ่งแล้ว ดิฉันพบว่า "สติซึ่งเกิดจากการทำสมาธิ" คือ "หัวใจ" ของการกระทำทั้งหมด
รู้ทั้งรู้ค่ะ ว่าการเข้าใจถึงหลักการ FT และปฏิบัติได้อย่างเห็นผลนั้น ตัวเองต้องก้าวข้ามความเคยชินเดิมที่ "สั่งสอน คิดแทน ทำแทน ทุกข์แทน"
ออกไปให้หมด เพราะกลายเป็นว่าตัวเราเองนั่นแหละที่เป็นอุปสรรคสำคัญในการเรียนรู้ของลูก แต่ทำไม่เคยได้แบบเต็ม 100% สักที ใน 1 สัปดาห์
ต้องมีสักวันหรือหลายวันที่ดิฉันตกร่องอัตโนมัติเดิม ผลที่เกิดขึ้นคือตัวเองอารมณ์เสีย ลูกอารมณ์เสีย กลายเป็นต้องเสียเวลากับการเยียวยาใจ
ตัวเองและใจลูก ขึ้นๆ ลงๆ อย่างนี้อยู่ตลอด เห็นไหม รู้ไหม แก้ไขไหม ดิฉันทำทุกอย่าง แต่ยังคงเป็นเหมือนเดิม สิ่งร้ายที่เพิ่มมากขึ้นคือการเริ่ม
โทษตัวเองว่าทำไม่ได้สักที ความเครียดจึงก่อตัวขึ้นเรื่อยๆ สั่งสม ถั่งถมอยู่เป็นกองใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ทนไม่ไหวทีก็ระเบิดออกทีด้วยไม่รู้และไม่เห็นทาง
ออกจากวงจรนั้นสักที นี่หนอความเขลาของตัวเอง จนเมื่อได้เข้าค่าย ได้ทำสมาธิ ได้รู้ว่าสิ่งเหล่านั้นที่เราเป็นคือการอยู่กับความเคยชินเดิมๆ ก้าว
ไม่พ้นขอบของตัวเองสักที พ้นออกมาบ้างแล้วก็กลับเข้าไปใหม่ เป็นอยู่อย่างนี้เรื่อยมา เมื่อได้ทำสมาธิจากทั้งการเล่นชี่กงและการกลับมาอยู่กับ
ตัวเองที่ครูพบและครูแอนใส่ให้เป็นกิจกรรมที่ต้องทำเวลาจะดึงตัวเองกลับมาอยู่กับตัวเอง รวมทั้งความรู้ความเข้าใจเรื่อง "โหมดชีวิต" และ "ระดับ
ของการสื่อสาร" และอีกหลายๆ บทเรียนทำให้ดิฉันเข้าใจอย่างแท้จริงถึงความเป็นไปของชีวิต ได้เข้าใจโหมดของตัวเอง และได้เห็นค่าของการ
มีสติมีสมาธิอยู่กับการทำกิจกรรมใดใดอย่างแท้จริง ซึ่งถือเป็นเคล็ดวิชาที่เป็นหัวใจของการทำ FT สำหรับดิฉันเลยทีเดียว ซึ่งดิฉันได้ใช้สติในการ
ใช้ชีวิตตั้งแต่อยู่ในค่ายและกลับจากค่าย ดิฉันพบว่าตัวเองเห็นอะไรหลายอย่างชัดเจนมากขึ้น ฟังลูกมากขึ้น เข้าใจความรู้สึกของลูกมากขึ้น เหมือน
ความเข้าใจในหลักการ FT จะชัดเจนขึ้นจนน่าตกใจ
พอดีเมื่อวันเสาร์ได้มีโอกาสพาลูกไปเล่นกับคุณหมอแก้วตา เป็นครั้งแรกที่ดิฉันเล่นกับลูกต่อหน้าคนอื่นแบบไม่มีความกังวลใดใดเลย เล่นแบบ
ไม่เคอะเขินอะไรทั้งสิ้น สติอยู่กับตัวแบบ(เกือบ)เต็ม 100 เลยทีเดียว เราเล่นกันแบบเด็ก 3 คนเล่นกันจริงๆ ดิฉันเองรู้สึกว่าลูกสนุก ตัวเองสนุก
และคุณหมอเองก็สนุก หลังเล่นเสร็จ ดิฉันพบว่าในระหว่างเล่นดิฉันนิ่งพอที่จะจับความรู้สึกของคุณหมอได้ว่าเวลาขณะนี้คุณหมอต้องการดูอะไร
เวลาขณะนี้คุณหมอส่งผ่านอารมณ์ประมาณไหนออกมา และความพริ้วไหวของคุณหมอที่ดิฉันได้เรียนรู้จริงๆ ซึ่งทำให้ดิฉันเรียนรู้อย่างจริงจัง
เป็นครั้งแรกถึงการเฝ้ารอคอยให้ลูกเป็นคนริเริ่มทุกอย่าง การเฝ้ารอคอยให้ลูกแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นขณะนั้นอย่างมีสติ และรับรู้ถึงความสำเร็จที่
ยิ่งใหญ่ของลูกเมื่อเขาทำสำเร็จ ได้เห็นถึงความภาคภูมิใจในสีหน้าของลูก มันยิ่งใหญ่จริงๆ ค่ะ
ไม่ใช่ไม่เคยมีเหตุการณ์เหล่านี้ แต่เป็นครั้งแรกที่รู้สึกถึงมันอย่างจริงๆ ดีใจจริงๆ ไปกับลูก ชื่นชมจริงๆ และได้เห็นค่าของสิ่งเหล่านั้นจริงๆ ซึ่ง
หลังจากนั้นลูกก็ปลาบปลื้มและภูมิใจในตัวของเขาเองมากๆ ถือ "ของแถม" ที่คุณหมอให้มาไม่ยอมวาง ไปบ้านย่าก็เอาไปอวดทุกคน สิ่งยิ่งใหญ่
อีกสิ่งที่ตามมาคือลูกเรียนรู้ว่าเขาเองก็ "จัดการ" ได้ค่ะ
เมื่อวานพากันไปเล่นบ้านบอลในห้าง เด็ก 5 คนเล่นกันสนุกสนาน สักพักมีเด็กอีกคนวิ่งมาเอาบอลตีลูก ลูกดันบอลออกแล้วพูดอะไรสักอย่าง
เด็กคนนั้นโต้ตอบกลับมาด้วยสีหน้าท่าทางที่รุนแรง ลูกดูกลัวและเดินหนีไปอีกทาง และนั่งพูดอะไรอยู่คนเดียวตาก็มองเด็กคนนั้น ดิฉันเฝ้ามอง
อยู่อย่างสงบมาก สักพักลูกก็ลงมาเล่นกับพี่ๆ น้องๆ ต่อ แบบค่อยๆ กล้าเล่นมากขึ้นเรื่อยๆ พอออกมาจากบ้านบอล เจ้าพี่ชายคนโตกับน้องเล็ก
ก็มาฟ้องว่าเด็กคนนั้นทำอย่างนั้นอย่างนี้ พอถามเจ้าคนกลางก็เอ่ยออกมาบ้างค่ะ เขาบอกว่าหนูบอกเขาไปเลยว่า "นี่ใครเนี่ย มาทำแบบนี้ทำไม" ดิฉัน
ถามกลับว่าแล้วรู้สึกอย่างไงตอนที่พูด ลูกบอกว่า "ก็กลัวสิ" พอจะถามต่อลูกก็ตั้งท่าจะไม่คุย ดิฉันจึงพูดกลับไปว่า "โห เก่งอ่ะ ขนาดกลัวนะเนี่ย
ยังว่าเด็กคนนั้นกลับไปได้เลยอ่ะ" ความรู้สึกที่เกิดขึ้นคือ เห็นความก้าวหน้าของลูกอีกก้าวหนึ่งแล้ว ลูกยอมบอกความรู้สึกเมื่อถาม บอกเล่าว่าเขาทำอย่างไร
ในอารมณ์กลัวขนาดนั้น แต่ก็เห็นงานของตัวเองที่รออยู่คือลูกยังไม่ฟ้องไม่พูดออกมาเองกับแม่ได้อย่างสบายใจเหมือนที่พี่และน้องทำได้แบบสบายๆ
เพราะนี่คงเป็นโจทย์ยากของเขา และเขาเองคงยังไม่ผ่อนคลายกับดิฉันมากพอ แต่ก็เห็นความก้าวหน้าเพราะถ้าเป็นเมื่อก่อน ขุดยังไงก็ขุดไม่ออกจริงๆ ค่ะ
เพียงแค่นี้ดิฉันก็รู้สึกเหมือนได้รางวัลแล้วค่ะ ก็เลยอยากแบ่งปัน

Re: กระทู้นี้... อยากแบ่งปัน

โพสต์เมื่อ: จันทร์ 11 มิ.ย. 2012 11:49 am
โดย พ่อน้องเฌอแตม
"พอถามเจ้าคนกลางก็เอ่ยออกมาบ้างค่ะ เขาบอกว่าหนูบอกเขาไปเลยว่า "นี่ใครเนี่ย มาทำแบบนี้ทำไม" ดิฉัน

ถามกลับว่าแล้วรู้สึกอย่างไงตอนที่พูด ลูกบอกว่า "ก็กลัวสิ" พอจะถามต่อลูกก็ตั้งท่าจะไม่คุย ดิฉันจึงพูดกลับไปว่า "โห เก่งอ่ะ ขนาดกลัวนะเนี่ย

ยังว่าเด็กคนนั้นกลับไปได้เลยอ่ะ" ความรู้สึกที่เกิดขึ้นคือ เห็นความก้าวหน้าของลูกอีกก้าวหนึ่งแล้ว ลูกยอมบอกความรู้สึกเมื่อถาม บอกเล่าว่าเขาทำอย่างไร

ในอารมณ์กลัวขนาดนั้น แต่ก็เห็นงานของตัวเองที่รออยู่คือลูกยังไม่ฟ้องไม่พูดออกมาเองกับแม่ได้อย่างสบายใจเหมือนที่พี่และน้องทำได้แบบสบายๆ

เพราะนี่คงเป็นโจทย์ยากของเขา และเขาเองคงยังไม่ผ่อนคลายกับดิฉันมากพอ แต่ก็เห็นความก้าวหน้าเพราะถ้าเป็นเมื่อก่อน ขุดยังไงก็ขุดไม่ออกจริงๆ ค่ะ

เพียงแค่นี้ดิฉันก็รู้สึกเหมือนได้รางวัลแล้วค่ะ "


ชอบตรงนี้มากๆเลยครับ รู้สึกได้ว่าคุณ Krongkan กำลังจะก้าวผ่านความเคยชิน ที่หล่อหลอมมานานได้แล้ว

ยินดีกับความก้าวหน้าด้วยนะครับ


สำหรับผมก็ เมื่อไหร่ก็เมื่อนั้นกระมังครับ หุหุหุ



ปล. อยากอ่านอีกนะครับ อ่านแล้วได้ความคิดอะไรมากขึ้นจริงๆครับ

และขอบคุณคุณ krongkan และทุกๆท่านครับ ที่ทำให้ได้ดื่มด่ำกับความรู้สึกแบบนี้ (ขนาดไม่ได้ไปเองยังรู้สึกแบบนี้ ถ้าไปเองจะขนาดไหนเนี่ย 555)